กรมราชองครักษ์แจกปืนสั้น-ลูกซอง4.7พันกระบอก “ครู-อาสาสมัคร” ชายแดนใต้ ห่วงผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่า

May 24, 2009

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1238059519&grpid=00&catid=01
กรมราชองครักษ์แจกปืนสั้น-ลูกซอง4.7พันกระบอก “ครู-อาสาสมัคร” ชายแดนใต้ ห่วงผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่า

กรมราชองครักษ์เป็นห่วงประชาชนผู้บริสุทธิ์ ถูกผู้ก่อความไม่สงบฆ่าโดยไม่มีอาวุธต่อสู้ สั่งซื้อปืนสั้น-ลูกซองยาวกึ่งอัตโนมัติ 4,700 กระบอกแจก ครู ทหาร ตำรวจ อาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน ให้มหาดไทยออกใบอนุญาต เป็นปืนส่วนบุคคล หวั่นฝ่ายตรงข้ามยึดได้ไปโฆษณาชวนเชื่อ

ผู้ สื่อข่าว”มติชนออนไลน์”รายงานเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2552 ว่า  กรมราชองรักษ์ได้หาเงินบริจาคสั่งซื้ออาวุธปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9 มม. ยี่ห้อ STEYR PISTOL รุ่น M-A1 และอาวุธปืนยาวลูกซองกึ่งอัตโนมัติ ยี่ห้อ BAIKAL รุ่น MP 153  รวม 4,700  กระบอก เพื่อให้ ครู ทหาร ตำรวจ และสมาชิกราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน (อรบ.) อรบ. ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยืมไว้ป้องกันตนเองและหมู่บ้านโดยให้กระทรวงมหาดไทย อำนวยความสะดวกในการขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืนเหล่านั้น
แต่ยังมีปัญหาในข้อกฎหมายและอาจถูกฝ่ายตรงข้ามยึดไปโฆษณาชวนเชื่อ กระทรวงมหาดไทย จึงหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาถึงแนวทางการใบอนูญาตให้มีและใช้อาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ให้แก่กลุ่มบุคคลดังกล่าวซึ่งคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า นายทะเบียนท้องที่อาจพิจารณาออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนให้แก่ผู้รับโอนอาวุธปืนจากกรมราชองครักษ์ได้ โดยให้รัฐมมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจในการสั่งห้ามหรือจำกัดการออกใบ อนุญาตดังกล่าวได้เพื่อความสงบเรียบร้อย(เรื่องเสร็จที่ 262/2552)
ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าว อธิบดีกรมการปกครองในฐานะนายทะเบียนอาวุธปืนท้องที่กรุงเทพมหานครว่า กรมราชองครักษ์ขอความอนุเคราะห์กระทรวงมหาดไทยอำนวยความสะดวกในการขออนุญาต มีและใช้อาวุธปืนให้กับครู ทหาร ตำรวจ และ อรบ.เนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชาชนผู้บริสุทธิ์และครูถูกฆ่าโดยไม่มีอาวุธที่จะต่อสู้
กรมราชองรักษ์จึงได้หาเงินบริจาคสั่งซื้ออาวุธปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9  มม. ยี่ห้อ STEYR PISTOL รุ่น M-A1 จำนวน 700  กระบอก เพื่อให้ครูและเจ้าหน้าที่ยืมใช้ป้องกันตัว และอาวุธปืนยาวลูกซองกึ่งอัตโนมัติ ยี่ห้อ BAIKAL รุ่น MP 153 จำนวน 4,000  กระบอก เพื่อให้ อรบ. ยืมไว้ป้องกันตนเองและหมู่บ้าน โดยกรมราชองครักษ์จะควบคุมด้วยการตรวจสอบประวัติผู้ยืม ยิงปืนทดสอบ เก็บประวัติอาวุธปืน ฝึกอบรมการใช้อาวุธปืน จัดทำใบยืมอาวุธปืน ซึ่งจะมีการเรียกผู้ยืมและอาวุธปืนมาตรวจสอบเพื่อต่ออายุใบยืม ปีละหนึ่งครั้ง รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ ทหาร และตำรวจในพื้นที่รับรู้การขึ้นทะเบียนและกำกับดูแลการใช้ปืน   ต่อมา กรมราชองครักษ์พิจารณาเห็นว่า การให้ยืมอาวุธปืนอาจมีปัญหาในอนาคต จึงมีความประสงค์จะโอนอาวุธปืนทั้งสองรายการดังกล่าวให้กับผู้ยืม และให้มีการอนุญาตให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ฯ จึงขอหารือไปยังกรมบัญชีกลางเพื่อขอยกเว้นหรือผ่อนผันไม่ปฏิบัติตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535  ซึ่งต่อมากรมบัญชีกลางได้แจ้งให้กรมราชองครักษ์ทราบว่า คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) ได้อนุมัติยกเว้นให้กรมราชองครักษ์ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อ 157 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุฯ  โดย ให้กรมราชองครักษ์สามารถโอนอาวุธปืนทั้งสองรายการ จำนวน 4,700  กระบอก แก่บุคคลที่ได้รับการพิจารณาและให้ยืมใช้อาวุธปืนอยู่แล้วได้เป็นกรณีพิเศษ เฉพาะราย  แต่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรี
กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วเห็นว่า อาวุธปืนของกรมราชองครักษ์ จำนวน4,700  กระบอก ที่จะโอนให้แก่ ครู ทหาร ตำรวจ และ อรบ. เป็นอาวุธปืนของราชการทหารซึ่งได้รับการยกเว้นไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ  นายทะเบียนท้องที่จึงไม่สามารถออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนได้  จึงขอหารือข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ ในกรณีดังกล่าวต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 11)  เห็นว่า แม้ว่าการที่กรมราชองครักษ์ได้นำเข้าอาวุธปืนตามข้อหารือมาใช้ในราชการ ซึ่งอาวุธปืนดังกล่าวไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ  แต่เมื่อกรมราชองครักษ์ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) ยกเว้นให้ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อ 157 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ ฯ  โดยให้กรมราชองครักษ์สามารถดำเนินการโอนอาวุธปืนทั้งสองรายการ ให้แก่บุคคลที่ได้รับการพิจารณาและให้ยืมใช้อาวุธปืนอยู่แล้วได้เป็นกรณี พิเศษเฉพาะราย
ฉะนั้น เมื่อกรมราชองครักษ์ได้โอนอาวุธปืนให้แก่ครู ทหาร ตำรวจ และ อรบ. เแล้ว อาวุธ ปืนเหล่านั้นก็จะตกเป็นของผู้รับโอนและไม่เป็นอาวุธปืนของทางราชการอีกต่อไป โดยต้องถือว่า อาวุธปืนนั้นเป็นอาวุธปืนส่วนบุคคลอันนายทะเบียนท้องที่สามารถจะนำบทบัญญัติ ว่าด้วยอาวุธปืนส่วนบุคคลของ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาใช้บังคับกับอาวุธปืนนั้นได้ นายทะเบียนท้องที่จึงอาจพิจารณาออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนให้แก่ผู้รับ โอนอาวุธปืนดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตาม หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นว่า มีความจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนสมควรควบคุมปริมาณและการ ใช้อาวุธปืนก็อาจอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯในการออกคำสั่งห้ามหรือจำกัดการออกใบอนุญาตและอาจกำหนดให้ ใช้บังคับในบางท้องที่หรือทั่วราชอาณาจักรได้


Stroker 200 v Reminton-shotguns for south

April 7, 2009

วันที่ 3 เมษายน 2552 เวลา 00:00 น. | จำนวนผู้อ่าน 6517 คน ผู้โหวต 1 คน คะแนนข่าว ขนาดตัวอักษร ก ก ก ตัวช่วยใหม่ ‘น่าจับตา’ ‘ลูกซองสู้โจรใต้’ ‘แบบไหน ?’ ที่ใช่เลย การ “ออกตัว” ล่าสุด ของรัฐบาลปัจจุบัน โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประมาณว่า…ต่อให้รัฐบาลนี้อยู่ได้ครบวาระ ก็คงยังไม่สามารถทำให้เหตุการณ์สงบลงได้นั้น ก็น่าคิดว่าจะมีผลต่อเหตุการณ์ยิง-ระเบิด-ฆ่ารายวันในพื้นที่ไฟใต้ หรือไม่-อย่างไร ?? ที่แน่ ๆ เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ก็ยังต้องปฏิบัติภารกิจกันหนัก และเรื่องของ “อาวุธ-ยุทธภัณฑ์” ก็ยังจำเป็นจะต้องใช้ !! นอกเหนือจากกรณี “เรือเหาะ” ที่ค่อนข้างเป็นของใหม่ในความรู้สึกของคนไทย ที่มีข่าวว่าจะมีการสั่งซื้อมาใช้เพื่อการสอดแนมดูความเคลื่อนไหวของผู้ก่อความไม่สงบแล้ว ก็ยังแว่ว ๆ ว่า “ปืนลูกซอง” ที่คนไทยคุ้นเคยมากกว่าเรือเหาะ ก็จะถูกนำไปให้เจ้าหน้าที่ทหารใช้สู้กับผู้ก่อความไม่สงบ เสริมจากอาวุธประจำกาย แว่ว ๆ ว่าเมื่อประมาณเดือน พ.ย. 2551 หน่วยกำลังในพื้นที่ได้เสนอขอ “ปืนลูกซองระบบกึ่งอัตโนมัติ” จำนวน 2,000 กระบอก เพื่อใช้เสริมอาวุธปืนประจำการ คือ M16 และ HK-33 เพื่อความเหมาะสมกับกำลังพลในภารกิจการลาดตระเวนทางยุทธวิธี ในพื้นที่ที่อาจถูกซุ่มโจมตีในระยะประชิด เพื่อให้กำลังพลสามารถยิงโต้ตอบหยุดยั้งได้ผลอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ปืนลูกซอง “สโตเกอร์ 2000” คือปืนที่ในพื้นที่เสนอขอ แต่ภายหลัง “เรมิงตัน 1100” ก็แทรกมาเป็นตัวเลือก ?? ทั้งนี้ ปืนลูกซองยี่ห้อ “สโตเกอร์ รุ่น 2000” ราคากระบอกละประมาณ 22,000 บาท ส่วนยี่ห้อ “เรมิงตัน รุ่น 1100” ราคาจะสูงกว่า ซึ่งแหล่งข่าวในวงการปืนบอกกับ “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า… ทั้ง 2 ยี่ห้อต่างก็มีประสิทธิภาพ และมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ประเด็นจึง “อยู่ที่ความเหมาะสมในการใช้งาน !!” คุณสมบัติปืนลูกซอง 2 ยี่ห้อ 2 รุ่นนี้ สำหรับ “สโตเกอร์ 2000” เป็นปืนลูกซองระบบกึ่งอัตโนมัติ ใช้ซองกระสุนแบบหลอดใต้ลำกล้อง บรรจุกระสุนเพิ่มเติมในระหว่างการยิงได้ ระบบการทำงานเป็นแบบลูกเลื่อนหมุนตัวขัดกลอนกับท้ายลำกล้องปืนโดยตรง ปลดกลอนด้วยแรงเฉื่อย ไม่ใช้ลูกสูบหรือท่อก๊าซ ขนาดของกระสุน แบบปลอกยาว 23/4 นิ้ว และ 3 นิ้ว ใช้ได้ทั้งกระสุนแรงขับมาตรฐานและกระสุนแรงสูงโดยไม่ต้องปรับแต่งหรือบริหารกลไกที่ตัวปืน ระยะยิงหวังผลลูกโดด 150 เมตร ลูกปรายระยะ 50 เมตร สโตเกอร์ 2000 บรรจุกระสุนได้ 4+1 นัด ดัดแปลงให้บรรจุเพิ่มได้เป็น 5-8 นัด ความยาวตลอดประมาณ 39.75 นิ้ว น้ำหนักปืนเปล่า 2.95 กิโลกรัม ความยาวลำกล้อง 18.5 นิ้ว (ตัดลงได้จนเหลือความยาว 13 นิ้ว โดยระบบบรรจุเองยังทำงานได้ปกติ) ระบบความปลอดภัย 1.ห้ามไก 2.ระบบนิรภัยเข็มแทงชนวน ขัดกลอนสมบูรณ์แล้วเข็มแทงชนวนถึงจะทำงานได้ ซึ่งเป็นแบบเดียวกับปืน M16 น้ำหนักไก 3.5 ปอนด์ วัสดุโครงปืน สโตเกอร์ 2000 ทำจากอะลูมินั่มรมดำด้าน พาน ท้ายใช้วัสดุสังเคราะห์ อุปกรณ์ที่เสริมมาด้วยคือ “ด้ามปืนแบบสั้น” เพื่อใช้งานคล่องตัวระยะประชิด ถอดเปลี่ยนได้โดยผู้ใช้เอง ส่วน “เรมิงตัน 1100” ลักษณะทั่วไปคล้ายสโตเกอร์ 2000 แต่ระบบการทำงานเป็นแบบลูกเลื่อนขัดกลอนด้วยแท่งเหล็กแนวดิ่ง ใช้ท่อก๊าซและลูกสูบ ขนาดกระสุนใช้ได้เฉพาะขนาด 23/4 นิ้ว ซึ่งความแรงดินปืนต้องใช้กระสุนที่มีแรงอัดดินปืน 33/4 ดรัมเท่านั้น ถ้าใช้ลูกกระสุนที่มีขนาดปลอกยาวเกินกว่านี้อาจเกิดปัญหาปลอกกระสุนขัดคัดไม่ออก ส่วนความยาวตลอดประมาณ 39.75+ 4 นิ้ว หรือ 43.75 นิ้ว “สโตเกอร์ 2000 เปลี่ยนพานท้ายเหลือเพียงด้ามปืนสั้นอย่างเดียวได้ทันที ทำให้เหมาะกับการใช้งานในสภาพพื้นที่จำกัด ส่วน เรมิงตัน 1100 จะมีสปริงคอยล์ยาวออกมาทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนพานท้ายใส่แต่ด้ามปืนสั้นได้ หรือหากตัดลำกล้องออกก็อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในการยิงลดน้อยลง และเมื่อดูที่ข้อจำกัดเรื่องกระสุนแล้ว นี่ก็น่าจะเป็นปัจจัยที่ในสภาพพื้นที่จำกัดอย่างภาคใต้ เสนอขอสโตเกอร์ 2000” …แหล่งข่าวผู้สันทัดกรณีเรื่องปืนกล่าว และยังบอกด้วยว่า… ในด้านการบำรุงรักษา การใช้เวลา สโตเกอร์ก็ได้เปรียบกว่า เนื่องจากไม่มีท่อก๊าซ ไม่มีก๊าซรั่วไหลเข้าระบบลูกเลื่อน แค่ถอดลำกล้องออกมาก็ทำความสะอาดได้เลย ส่วนเรมิงตันต้องเริ่มด้วยถอดลำกล้องทำความสะอาดก่อน จากนั้นจึงทำความสะอาดที่ท่อก๊าซ ด้านแหล่งข่าวทางทหารให้ความเห็นผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า… ถ้าถามว่าเพื่อความเหมาะสมในระยะประชิด ทำไมไม่ใช้ปืนพกสั้น ? ก็ต้องบอกว่า…ปัจจุบันใน 1 กองพันน่าจะมีปืนพกสั้นใช้ไม่เกิน 50 กระบอก และอาจไม่ครบทุกกองพันด้วยซ้ำ ดังนั้น ทหารที่ออกลาดตระเวนก็จะมีแต่ปืนยาว M16 หรือ HK-33 เป็นหลัก ซึ่งเมื่อปะทะในระยะประชิดนอกจากจะไม่คล่องตัวแล้ว อานุภาพปืนยาวยังอาจเลยไปถูกผู้บริสุทธิ์จนยิ่งเป็นเงื่อนไขขัดแย้ง หรือถ้ามีปืนพกสั้นใช้ ในระยะประชิดที่กดดันการใช้ปืนพกสั้นก็อาจยิงพลาดเป้าได้ง่าย “ถ้าเป็นปืนลูกซอง กระสุนจะเกาะกลุ่ม จะมีประสิทธิภาพมากกว่าแม้ยิงในสภาวะกดดัน และจะไม่ทะลุทะลวงเท่าปืนยาว M16 หรือ HK-33 การเลือกใช้ปืนลูกซองจึงต้องถือว่ามีความถูกต้อง และสำคัญในเชิงยุทธวิธี สำหรับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” …แหล่งข่าวทางทหารว่าอย่างนี้ “ปืนลูกซองสู้โจรใต้” ก็เป็นอีกกรณีที่คนไทยต้องตามดู จะใช้เมื่อไหร่ ? ผู้ใช้จะได้ใช้รุ่นที่เสนอขอใช้หรือไม่ ??. http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=72015&NewsType=2&Template=1


business development in the south

April 4, 2009

สปผ.01 ผลการดำเนินงานติดตามและประเมินผล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2548 รายงานการติดตามผลโครงการตามยุทธศาสตร์ การแก้ไขปัญหาและพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและ การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ (59,000 ล้านบาท) โครงการจังหวัดชายแดนภาคใต้(ด้านความมั่นคง) โครงการ “ชุบชีวิตธุรกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” (ไม่เก็บค่าธรรมเนียม) กระทรวง/ส่วนราชการ กระทรวงอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ยุทธศาสตร์ พัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเป้าหมายและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อทดแทนการนำเข้าและเพิ่มศักยภาพในการส่งออก โครงการ ตามยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาและพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ (59,000 ล้านบาท)โครงการจังหวัดชายแดนภาคใต้(ด้านความมั่นคง)โครงการ “ชุบชีวิตธุรกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” (ไม่เก็บค่าธรรมเนียม) งบประมาณ ปีงบประมาณ พ.ศ.2547 จำนวน 6 ล้านบาท ความเป็นมา จากสภาวะความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้ธุรกิจอุตสาหกรรมเกิดผลกระทบหลายด้าน ทั้งในด้านการจัดการ การผลิต การตลาด การบริหารทรัพยากรบุคลากรในกิจการทำให้จำเป็นต้องมีการปรับปรุงกิจการในเรื่องดังกล่าว แนวทางหนึ่งที่จะส่งผลให้ปัญหาของกิจการได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงด้วยดี ได้แก่ การจัดให้มีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ช่วยชี้แนะ ดูแลปรับปรุง และแก้ไขปัญหาของกิจการในแต่ละด้าน กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงได้ดำเนินโครงการ “ชุบชีวิตธุรกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” (โดยไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม) ขึ้น ร่วมกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆเพื่อให้ผู้รับบริการสามารถนำความรู้ไปพัฒนากิจการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำเนินการทั้งภาคการผลิต การจัดการ ทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น หลักการและเหตุผล เพื่อผลต่อการพัฒนาสังคมในพื้นที่โดยรวม เพื่อเป็นแหล่งสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่นและประเทศ เพื่อช่วยเหลือธุรกิจอุตสาหกรรมใน 3 จังหวัดชายแดน ให้สามารถแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจยกระดับปรับปรุงความสามารถในการประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งคงสภาพการจ้างงานไว้ได้ สำนักงบประมาณจึงเห็นสมควรติดตามผลการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวเพื่อจะได้ทราบว่าสามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่เพียงใด วัตถุประสงค์การติดตาม เพื่อติดตามผลการดำเนินงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลไปสู่เป้าหมายการให้บริการสอดคล้องกับความต้องการของสาธารณชนหรือไม่รวมถึงข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในอนาคตจะช่วยให้ธุรกิจอุตสาหกรรมใน 3 จังหวัดชายแดน พลิกฟื้นธุรกิจให้สามารถดำเนินกิจการ รักษาสภาพการจ้างงานได้อย่างต่อเนื่อง ต่อไป ข้อค้นพบ โครงการฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 6 ล้านบาท และยังไม่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ เนื่องจากอยู่ในระหว่างดำเนินการเบิกจ่ายเงินงบประมาณให้กับ บริษัทที่ปรึกษาตามสัญญาจ้างและคาดว่าบริษัทที่ปรึกษาจะส่งมอบงานในราวเดือนสิงหาคม 2548 (ข้อมูล ณ เมษายน 2548) ซึ่งมีกิจกรรมดังนี้ (1) ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อให้วิสาหกิจที่เป็นกลุ่มเป้าหมายได้ทราบถึงโครงการ และเข้าใจวัตถุประสงค์และขอบเขตของโครงการ (2) วิสาหกิจแสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจ โดยยื่นใบสมัครได้ที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค (3 )จัดให้มี “แบบประเมินวิสาหกิจด้วยตนเอง” (Self-Assessment) เพื่อให้ผู้ประกอบการประเมินความเหมาะสมที่จะเข้าร่วมโครงการก่อนตัดสินใจสมัคร และมีคณะกรรมการ/คณะทำงานของโครงการพิจารณาคัดเลือกวิสาหกิจเข้าร่วมโครงการ โดยมีเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน โปร่งใส (4 )จัดทีม “นักวินิจฉัย” เข้าให้บริการวินิจฉัยสถานภาพและศักยภาพของแต่ละวิสาหกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการและทีมที่ปรึกษาเชิงลึกได้มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานภาพและปัญหาของกิจการทั้งในด้านการผลิต การตลาด การเงิน และการบริหารจัดการ รวมทั้งผลเปรียบเทียบดัชนีชี้วัดสถานภาพและศักยภาพของวิสาหกิจและข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยจัดลำดับความสำคัญ (5) จัดทีม “ที่ปรึกษาเชิงลึก” เข้าให้บริการปรึกษาแนะนำการจัดทำแผนและการดำเนินงานฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งการปรึกษาแนะนำเฉพาะเรื่องในเชิงลึก การจัดทำแผนพัฒนาทรัพยากรบุคคลของกิจการ และการจัดอบรมเร่งด่วนเฉพาะเรื่องในสถานประกอบการที่ปรึกษา ดังกล่าวได้จากสถาบันเฉพาะทางสถาบันการศึกษาบริษัทที่ปรึกษาของเอกชน หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานวิสาหกิจ ——————————————————————————————————————— ผู้รายงาน นายกมล ประชากลาง ส่วนประเมินผลด้านเศรษฐกิจ 2 สำนักประเมินผล สำนักงบประมาณ ข้อมูล ณ มิถุนายน 2548


April 4, 2009

http://www.deepsouthwatch.org/node/272

เรื่องข้อมูลของ ผศ.ดร.ศรีสมภพ เรื่องการใช้งบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภาคใต้นั้นงบประมาณมิได้ถูกนำไปใช้ด้านการต่อสู้อย่างเดียว แต่ส่งไปถึงประชาชนในหมู่บ้าน เช่น งบพัฒนาชุมชน งบฟื้นฟูเยียวยา และค่าตอบแทนกำลังพล รวมถึงการจัดซื้อจัดหาเครื่องป้องกันชีวิตของผู้ปฏิบัติหน้าที่ และนโยบายด้านการต่อสู้เชิงยุทธศาสตร์้ต้องทำให้การอยู่ร่วมกันภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกัน 3 จังหวัดภาคใต้ต้องไม่โดนแบ่งแยกเด็ดขาด

ส่วนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนยอมรับว่าที่ผ่านมาอาจมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นบ้าง เพราะเจ้าหน้าที่เป็นปุถุชน มีอารมณ์ความรู้สึก เมื่อเห็นเพื่อนตายต่อหน้าก็อาจมีอารมณ์บ้าง และคู่ต่อสู้เราเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ แต่ไม่แสดงตน กว่าจะรู้ก็ต้องใ้ช้เวลา แต่ขณะนี้รัฐบาลมีแนวทางชัดเจนว่าจะต้องดูแลคนกว่าหนึ่งล้านเก้าแสนคนในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีมีสันติสุขและความสงบ ทั้งยังมีหน้าที่เปลี่ยนแปลงความคิดของแนวร่วมและให้การศึกษาแก่เยาวชน และพยายามไม่ให้เกิดเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น

นอกจากนี้ จะต้องคงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เอาไว้ เพราะจากการสอบถามประชาชนบอกว่าอยากใ้ห้คงไว้ ส่วนกรณีที่ฝ่ายรัฐไม่ค่อยให้ข้อมูลข่าวสารหรือทำการประชาสัมพันธ์การปฏิบัติหน้าที่นั้นเพราะเกรงว่าจะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ความเคลื่อนไหวต่างๆ ของรัฐมากเกินไป

“เรื่องสงครามความคิด ทำอย่างไรจึงจะต่อรองได้ ยังไม่มีนโยบายออกมา แต่คิดว่าทุกอย่างควรต้องหาทางยุติปัญหาด้วยความเป็นธรรม”

พ.ต.ท.สมควร คำภีระ

ตัวแทน พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว

ในส่วนของตำรวจจัดเก็บข้อมูลอย่างละเอียด เช่น ข้อมูลปิดล้อมตรวจค้น แต่อาจมีการรวมการดำเนินคดีทั่วไปด้วย เลยดูเหมือนว่ามีการปิดล้อมตรวจค้นเยอะกว่าที่เ่ป็นจริง แต่ในปีที่ผ่านมารัฐบาลศึกษาเรื่องนี้แล้วสรุปเป็นนโยบายหลายด้าน และสิ่งที่จะนำไปทบทวนในเชิงยุทธศาสตร์ คือเรื่องสิทธิมนุษยชน มีการจัดทำร่างรายงานด้านการเมืองและสิทธิมนุษชนส่งให้สหประชาชาติ และมีการบรรจุหลักสูตรด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่ผู้เข้าร่วมศูนย์สันติวิธี

อย่างไรก็ตาม ในส่วน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (พระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) ยังมีความสำคัญ เพราะมีประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ในการซักถาม และได้รับคำชมจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนว่าทำได้ถูกต้อง ไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ

ส่วนเรื่องสงครามความคิด ทำอย่างไรจึงจะต่อรองได้ ยังไม่มีนโยบายออกมา แต่คิดว่าทุกอย่างควรต้องหาทางยุติปัญหาด้วยความเป็นธรรม และคิดว่ารัฐจะนำไปกำหนดเป็นนโยบายในปี 2552 ต่อไป

“เร็วเกินไปที่จะบอกว่าสถานการณ์ดีขึ้น”

พล.อ.ไวพจน์ ศรีนวล

รองปลัดกระทรวงกลาโหม

โดยส่วนตัวได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลและการพูดคุยกับ ผศ.ดร.ศรีสมภพและ นายประสิทธิ์ แต่ในมุมมองด้านความมั่นคงในระดับยุทธศาสตร์เห็นว่าข้อมูลหรือสถิติความรุนแรงเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลในเชิงยุทธวิธี ซึ่งอาจบ่งชี้และนำไปสู่การกำหนดนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายรัฐ แต่ต้องคำนึงว่าการใช้ประโยชน์หรือความพยายามหาความสำคัญของการศึกษาข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการกำหนดทิศทางการก้าวเดินของรัฐบาลอย่างไร

หากมองในระดับยุทธศาสตร์ดูเหมือนทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายใช้ความรุนแรงในพื้นที่ไม่สามารถก้าวข้ามยุทธศาสตร์ของตัวเองไปได้ โดยฝ่ายรัฐยังไม่สามารถกระจายกรอบคิดไปถึงผู้ปฏิบัติระดับล่าง และฝ่ายผู้ใช้ความรุนแรงก็ไม่สามารถขยายผลไปยังแนวร่วมในระดับสากลดังที่นายประสิทธิ์กล่าวถึง

ตามที่การดำเนินงานของฝ่ายความมั่นคงอ้างว่าสถิติความรุนแรงลดน้อยลง กลุ่มก่อเหตุทำได้แค่คงความรุนแรงไว้ แต่ไม่สามารถขยายพื้นที่ออกไปได้ จุดนี้ถือว่าเร็วเกินไปที่จะบอกว่าสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ต้องมีการเกาะติดและตรวจสอบเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ ส่วนการตรวจสอบในกรอบของอาจารย์ทั้งสอง ที่ต้องการนำเสนอคือการให้แง่คิดว่าระดับยุทธศาสตร์เรานำข้อมูลไปใช้ในลักษณะอย่างไร หน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคมต้องใกล้ชิดกันมากขึ้น ทุกส่วนต้องเป็นส่วนหนึ่งของทางแก้ปัญหา ต้องตั้งประเด็นว่าผลการศึกษาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสร์หรือยุทธวิธีของผู้ใช้ความรุนแรงในภาคใต้หรือไม่ อย่างไร

ตามที่ฝ่ายตัวแทนตำรวจบอกว่าความรุนแรงลดลง เป็นข้อมูลใกล้เคียงกันกับของอาจารย์ทั้งสอง แต่ถ้ามีการมองใน 2 ตัวเลือก คือ หนึ่ง หากฝ่ายก่อความรุนแรงยังยึดยุทธศาสตร์เดิมอยู่ แต่ความรุนแรงในพื้นที่ลดลง แสดงว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังเพลี่ยงพล้ำต่อฝ่ายรัฐ

สอง หากมองอีกแง่ก็อาจเป็นได้ว่าอีกฝ่ายกำลังอยู่ในระหว่างปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ จึงเพียงแต่รักษาสถานะเอาไว้ เพื่อเตรียมผลัดเปลี่ยนกองกำลังรุ่นใหม่ เชื่อมโยงกับกองกำลังในประเทศมุสลิมที่ได้รับความรุนแรงในซีกโลกอื่น จึงไม่ควรสรุปผลง่่ายๆ แลเะเร็วเกินไป

ส่วนในแง่ที่ว่าข้อมูลมีผลต่อยุทศาสตร์ของทางรัฐบาลหรือไม่ – ถ้าทำอย่างนี้แล้วความรุนแรงลดลง แสดงว่านโยบายรัฐได้ผล ก็ต้องคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ผู้ก่อเหตุได้รับความเห็นใจจากประเทศมุสลิมอื่นๆ มากไปกว่านี้ ประเด็นหลักคือ ยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่ายยังยันกันอยู่ หากหน่วยงานภาครัฐหรือความมั่นคงไม่สามารถเข้าไปยึดหรือครอบครองพื้นที่ได้มากกว่านี้หรือปล่อยให้ยุทธศาสตร์ยังยันกันต่อไป สถานการณ์ในภาคใต้ก็คงเป็นอย่างนี้ต่อไป แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนจะต้องรอไปอีกห้าปีสิบปี แต่รัฐบาลต้องรุกต่อไปอีกก้าวหนึ่ง คือต้องหายุทธศาสตร์เพื่อชิงการนำอีกฝ่าย

ประเด็นสุดท้าย การศึกษาข้อมูลลักษณะนี้มีประโยชน์จริง แต่ต้องอย่าลืมว่าผลการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปตลอด มีความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยน แต่จะปรับอย่างไรให้ภาครัฐและภาคประชาสังคมอื่นๆ นำไปใช้ได้ ถ้าเราเห็นชอบร่วมกันว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลชุดหนึ่งที่ต้องนำไปรวมกับข้อมูลอื่นๆ จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของภาคประชาสังคมได้มากกว่าการมองเป็นส่วนๆ และเนื่องจากข้อมูลในลักษณะนี้ใช้ได้ทั้งข้อมูลยุทธวิธีและยุทธศาสร์ ถ้าผู้ศึกษาข้อมูลเน้นให้ชัดเจนมากขึ้นว่าข้อมูลชุดไหนจะนำไปใช้ในยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ ซึ่งฝ่ายรัฐคงนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น

สรุปได้ว่าสถิติหรือข้อมูลในลักษณะนี้ รัฐมองว่าเป็นข้อมูลทางยุทธวิธี แต่เราเห็นว่าทุกส่วนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ในระดับการกำหนดนโยบายความมั่นคง เราไม่เคยนำข้อมูลมาจากองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือในลักษณะว่าผิดหรือถูก แต่ต้องเป็น Collective head force หรือเป็นแกนนำในการจัดเก็บและนำข้อมูลไปใช้ ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงและองค์กรภาคประชาสังคมต้องใกล้ชิดกันในเรื่องของกรอบคิด และก้าวไปพร้อมๆ กันให้มากกว่านี้


ภาพรวบงบประมาณ 2546-2547

April 4, 2009

http://www.bb.go.th/budget/inbrveT/B47/1/1_doc.htm


การงบประมาณภาคใต้ 2547

April 4, 2009

http://www.ryt9.com/s/cabt/157474/
มาตรการด้านงบประมาณ การเบิกจ่ายเงิน การพัสดุ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
มติคณะรัฐมนตรี — พุธที่ 10 พฤศจิกายน 2004 15:21:13 น.
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการมาตรการด้านงบประมาณ การเบิกจ่ายเงิน การพัสดุ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1. ด้านการงบประมาณ
1.1 มอบหมายให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณและอนุมัติเงินประจำงวดตามแผนงาน งานหรือโครงการและงบรายจ่ายใด ๆ ให้แก่หน่วยงานในส่วนภูมิภาค (สำนักเบิกส่วนภูมิภาค) ตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณของส่วนราชการที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงบประมาณแล้วโดยไม่ต้องผ่านสำนักเบิกส่วนกลาง เพื่อให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถเบิกจ่ายเงินต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
1.2 อนุมัติให้ส่วนราชการและรัฐวิสากิจต่าง ๆ ในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถก่อหนี้ ผูกพันหรือจ่ายเงินงบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนที่จะได้รับอนุมัติเงินประจำงวดได้ ยกเว้นเฉพาะค่าใช้จ่ายรายการที่ดินและสิ่งก่อสร้างต้องได้รับอนุมัติเงินประจำงวดก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 23 วรรคแรก บัญญัติมิให้ส่วนราชการก่อหนี้ผูกพันหรือจ่ายเงินจนกว่าจะได้รับอนุมัติเงินประจำงวด ซึ่งทำให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เกิดความล่าช้า
2. ด้านการเบิกจ่ายงบกลาง จากการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2547 อนุมัติให้ความช่วยเหลือเงินตอบแทนพิเศษรายเดือนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2548 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งส่วนราชการต่าง ๆ ยังไม่ได้ตั้งงบประมาณรองรับเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเงินตอบแทนพิเศษรายเดือนในงบดำเนินงาน รายการค่าตอบแทนของส่วนราชการไว้และการเบิกจ่ายเงินตอบแทนพิเศษรายเดือนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 จะต้องปฏิบัติตามมาตรการที่คณะรัฐมนตรีมีมติดังกล่าวแล้วข้างต้น แต่เนื่องจากในขณะนี้เป็นช่วงต้นปีงบประมาณ ส่วนราชการยังไม่สามารถพิจารณาปรับแผนการดำเนินงานโดยขอตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อนำเงินที่ได้รับจัดสรรตามแผนงาน มาจ่ายเป็นเงินตอบแทนพิเศษรายเดือนได้ ซึ่งจะเป็นผลให้เกิดปัญหาในเรื่องการเบิกจ่ายเงินล่าช้าอีก ดังนั้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับสิทธิเงินตอบแทนพิเศษรายเดือนโดยเร็ว ซึ่งจะเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรดังกล่าว คณะรัฐมนตรีจึงอนุมัติดังนี้
(1) อนุมัติเงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อเป็นค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้แก่ผู้ปฏิบัติงานของส่วนราชการต่าง ๆ ในเขตพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 เป็นจำนวนเงิน 2,000 ล้านบาท
(2) มอบหมายให้สำนักงบประมาณดำเนินการอนุมัติเงินประจำงวด ให้แก่ส่วนราชการต่าง ๆ โดยเร็ว โดยไม่ต้องให้ส่วนราชการแต่ละแห่งทำเรื่องขออนุมัติเงินประจำงวดอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ กรณีส่วนราชการใดมีค่าใช้จ่ายในเรื่องดังกล่าว เกินกว่าวงเงินที่ได้รับอนุมัติให้ประสานของบระมาณเพิ่มเติมกับสำนักงบประมาณโดยตรงต่อไป
3. ด้านการพัสดุ เพื่อให้การจัดหาพัสดุตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 มีความคล่องตัวเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความจำเป็นให้ถือปฏิบัติดังนี้
3.1 การจัดหากรณีเกิดภาวะฉุกเฉิน (เฉพาะกรณี) ที่จังหวัดจะต้องดำเนินการซื้อหรือจ้าง บูรณะซ่อมแซม ก่อสร้างทดแทนสิ่งที่ชำรุดเสียหายอันเกิดจากความไม่สงบ ซึ่งมีวงเงินงบประมาณที่จะใช้ดำเนินงานเกินกว่า 100,000 บาท ให้ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะสามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการนั้นได้โดยวิธีพิเศษ เว้นแต่กรณีการดำเนินการดังกล่าวมีวงเงินดำเนินการไม่เกิน 100,000 บาท ให้ถือว่าเป็นเรื่องด่วนที่จังหวัดจะต้องดำเนินการโดยวิธีตกลงราคาโดยเร่งด่วนตามระเบียบฯ ข้อ 39 วรรคสอง
3.2 การจ้างเหมาบูรณะซ่อมแซมตามข้อ 3.1 หากมีปัญหาเรื่องผู้รับจ้างที่ไม่สามารถเข้าดำเนินการในพื้นที่ได้ ให้จังหวัดขอความร่วมมือและมอบหมายให้หน่วยงานด้านช่างของทางราชการหรือกองทัพบกที่มีศักยภาพในการดำเนินการในเรื่องนี้ ดำเนินการแทนด้วยวิธีการจัดทำเองตามระเบียบฯ โดยเบิกค่าใช้จ่ายจากจังหวัด
ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทรวงการคลังได้อนุมัติให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีเงินทดรองราชการเพื่อใช้จ่ายในการดำเนินการตามภารกิจของ กอ.สสส.จชต. จำนวน 100 ล้านบาท โดยให้ผู้อำนวยการ กอ.สสส.จชต. เป็นผู้มีอำนาจการจ่ายเงินทดรองราชการดังกล่าว
–ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ชุดพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) วันที่ 9 พฤศจิกายน 2547–จบ–
-กภ-


งบภาคใต้ อภิสิทธิ์ 1

April 4, 2009

“อภิสิทธิ์”รับอยู่ครบวาระก็ดับไฟใต้ได้ยาก เบื้องต้นจะเร่งตั้งองค์กรเฉพาะ จัด1,100ล้านเบี้ยเสี่ยงภัย ระยะยาว7.6หมื่นล้านดันยุทธศาสตร์พัฒนา

ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เมื่อเวลา 15.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ“ วิกฤติชายแดนใต้จะยุติลงได้อย่างไร” จัดโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาผู้แทนราษฎร

ตอนหนึ่งกล่าวว่า ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ฝังรากลึกมานาน แต่หลายยุคหลายสมัยการดำเนินการในเชิงนโยบายถูกต้อง ก็สามารถลดปัญหาไปได้มาก ขณะที่ตลอดช่วง 4-5ปีที่ผ่านมา เราไม่มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศเหล่านั้น ซึ่งหลายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น ทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงกว่าเดิม

งนี้ ยอมรับว่าตั้งแต่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี รู้สึกหนักใจมาก เพราะรู้ว่าหลายครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย สังคมมักคาดหวังว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเห็นผลเป็นรูปธรรมและรวดเร็วทันใจ แต่เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ย่อมรู้ว่าเป็นไปไม่ได้

“ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในยุคหนึ่งเพราะคิดว่าปัญหาลดน้อยลงแล้ว จึงใช้ความรุนแรงเข้าเผด็จศึก ซึ่งมันไม่ใช่ และกลายเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้ความรุนแรงกลับมา ดังนั้น เราไม่สามารถเนรมิตปัญหาให้จบลงในเวลาสั้นๆ แต่ต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง”

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่ออีกว่า รัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจัดตั้งองค์กรเฉพาะขึ้นมาบริหารและดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต้องเชื่อมโยงกลับมาสู่ฝ่ายการเมืองและฝ่ายนโยบายเป็นหลัก เพื่อให้มีหลักประกันเรื่องความรับผิดชอบ หลังศูนย์อำนวยการบริหารราชากรจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ถูกยกเลิกไป และเพิ่งฟื้นมาใหม่ในรัฐบาลชุดก่อน แต่ยังไม่สามารถเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังได้เร่งรัดเรื่องการจัดงบกลางปีจำนวน 1,100 ล้านบาท เพื่อจ่ายเป็นเบี้ยเสี่ยงภัยให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 2,500 บาท/เดือน และกำลังเร่งเสนอเรื่องให้ตนพิจารณาอนุมัติอีก 800 ล้านบาท ส่วนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ต่อไปถ้าผู้รับเหมาโครงการไหนทิ้งงาน ก็จะมอบหมายให้ทหารช่างลงไปก่อสร้างแทน ห้ามถอนงบออกจากพื้นที่เด็ดขาด

ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาว ครม.ภาคใต้ได้อนุมัติกรอบงบประมาณ 7.6 หมื่นล้านบาท เพื่อดำเนินยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี 2553-2555 ทั้งนี้จะมีการทบทวนกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะการต่ออายุพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งต้องยอมรับตามตรงว่าในการต่ออายุพ.ร.ก. ฉุกเฉิน ครั้งที่ 14 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ครม. ไม่มีทางเลือกมากนักเพราะเพิ่งเข้ามาบริหารงาน จึงต้องอนุมัติตามที่ฝ่ายปฏิบัติเสนอมา แต่ได้ตั้งข้อสังเกตไปแล้วว่าการต่ออายุพ.ร.ก. ฉุกเฉินทุกครั้งไม่สามารถอธิบายได้ นอกจากบอกว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังไม่สงบ ดังนั้นในการเสนอต่ออายุพ.ร.ก. ฉุกเฉินในเดือนเมษายนนี้ ฝ่ายปฏิบัติต้องอธิบายให้ได้ และทบทวนภาพรวมทั้งหมดว่ากฎหมายต่างๆ ที่ใช้ในพื้นที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน

หากดูสถิติในพื้นที่จะพบว่าความถี่ในการก่อเหตุการณ์ความไม่สงบลดลง แต่ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่และงบประมาณลงไปในพื้นที่มหาศาล ซึ่งจะทำอย่างนี้ตลอดไม่ได้ เพราะจะสามารถทำได้แค่ตรึงสถานการณ์ แต่การพัฒนาและการสร้างความยุติธรรมทำไม่ได้

ดังนั้นในฐานะประธานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใต้ (กอ.รมน.) ได้เน้นย้ำฝ่ายปฏิบัติชัดเจนว่าตัวชี้ว่าสถานการณ์ที่ดีที่สุดคือการสามารถลดกำลังพลในพื้นที่ได้มากขึ้น เมื่อไรที่เรามีความมั่นใจในการถอนกำลัง นั่นหมายถึงจุดเริ่มต้นของความสงบสุข

ส่วนด้านการต่างประเทศ ทั้งทางการมาเลเซียและอินโดนีเซียก็เข้าใจว่าปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาภายในของไทย แต่พร้อมสนับสนุนความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา และรัฐบาลชุดนี้ไม่ปิดกั้นการเข้ามาทำหน้าที่ขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ

“ถ้ามีโอกาสผมจะนำครม.และผู้ปฏิบัติงานลงไปเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ พร้อมรับฟังปัญหาต่างๆ เพื่อนำมาปรับแนวทางในการทำงาน สมมุติว่าผมอยู่ได้ครบวาระตามรัฐธรรมนูญ เวลาที่มีก็ยังไม่พอที่จะทำให้ปัญหาภาคใต้สงบลงได้ อีกทั้งแนวทางนี้ในการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง มักถูกฝ่ายตรงข้ามตอบโต้อย่างแรงเป็นพิเศษ แต่เราก็จะเชื่อมั่น อดทน และสานต่อแนวทางนี้ ” นายกฯ กล่าว

ต่อมา หลังการปาฐกถาได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า เนื่องจากวันศุกร์ที่ 3 เม.ย. นายสุเทพจะประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองรายละเอียดแผนยุทธศาสตร์ ที่คณะกรรมการครม.พัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อนุมัติไปเมื่อสัปดาหที่ผ่านมา อีกทั้งตนอยากให้เร่งในบางเรื่อง เพราะจะต้องให้เกิดความสอดคล้องกับการจัดงบประมาณปี 2552 บวกกับเรื่องของนโยบายบางเรื่องที่เกี่ยวกับภาคใต้ ที่ไม่อยู่ในกรอบยุทธศาสตร์งบประมาณ การหารือวันนี้ทางผู้อำนวยการ ศอ.บต.ก็มาด้วย

Tags : อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20090330/29372/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%AF%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89-%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A77.6%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99.html


kasian’s nationalism

March 15, 2009

http://www.people.umass.edu/pokpongj/Interest/interest_kasean_16.htm


Matichon: Confidential talks chaired by Indonesian VP

September 20, 2008

วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2551 เวลา 19:39:14 น.  มติชนออนไลน์ อ่านล่าสุด 236 คน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1221914428&grpid=01&catid=19
รองปธน. “อิเหนา” นั่งหัวโต๊ะผสานเจรจาลับระหว่าง “ไทย – ผู้แทน3จว.” หวังดับไฟใต้ 

อินโดนีเซียเปิดพระราชวังโบกอร์ ส่ง “ยูซุฟ คัลลา” รองประธานาธิบดีเป็นผู้ไกล่เกลี่ย จัดเจรจาลับระหว่าง “ไทย-ผู้แทน 3 จว.” หวังดับไฟใต้ 21 กันยายนนี้ ขณะที่โจรใจ้ยังป่วนไม่เลิก จ่อยิงหนุ่มวัย 22 ดับคาจักรยานยนต์ ที่จ.ยะลา 

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 20 กันยายน โดยอ้างสำนักข่าวอันทาราของอินโดนีเซียว่า ทางการอินโดนีเซียได้จัดการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับคณะผู้แทนชุมชนของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การประชุมที่ปิดลับนี้จัดขึ้นที่พระราชวังโบกอร์ ชานกรุงจาการ์ตาและมีนายยูซุฟ คัลลา รองประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เป็นผู้ไกล่เกลี่ย โดยจะมีการประชุมต่ออีกในวันที่ 21 กันยายนนี้ 

  

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานสื่อของการประชุมนี้ เปิดเผยว่า จะไม่มีการเปิดเผยผลความคืบหน้าของการประชุมนี้ออกมา 

  

สำหรับสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเวลา 12.25 น. ศูนย์วิทยุ สภ.จะกว๊ะ อ.รามัน จ.ยะลา ได้รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิต บนถนนสายบ้านพะปูเงาะ-บ้านกำปง หมู่ที่ 4 ต.เกะรอ อ.รามัน จึงแจ้ง พ.ต.ต.สมปราชญ์ กรรกานนท์ สว.หน.สภ.จะกว๊ะ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่รุดไปตรวจที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นถนนภายในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบภายหลังคือนายอาดีลัน อิหาโล๊ะ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22/2 หมู่ 3 ต.จะกว๊ะ นอนตายจมกองเลือดอยู่ข้างรถจักรยานยนต์ สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาด กระสุนเข้าที่ศีรษะและลำตัวรวม 2 นัด 
จากการสอบสวนทราบว่าขณะที่นายอาดีลันขับรถจักรยานยนต์มาถึงจุดเกิดเหตุ มี 2 คนร้ายขับรถจักรยานยนต์ตามประกบ ใช้อาวุธปืนยิงใส่จนเสียชีวิตแล้วหนีไป เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือกลุ่มก่อความไม่สงบที่ต้องการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง


MOI Firearms Quota 2007

September 17, 2008

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3858


เปิดโปงร้านปืนเลี่ยงภาษี?

จากข้อมูลราชการระบุว่า เฉพาะในกรุงเทพมหานครมีการออกใบอนุญาตขายอาวุธปืน 243 ใบ ในขณะที่ต่างจังหวัดรวมกันทั้งสิ้นมี 94 ใบอนุญาต

เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปัจจุบันหน่วยงานที่ออกใบอนุญาตเกี่ยวกับอาวุธปืนในกรุงเทพฯกลายเป็นแหล่งรายได้ขนาดใหญ่

ในช่วงที่งานทะเบียนอาวุธปืนขึ้นตรงกับตำรวจ แทบจะไม่มีเรื่องการหาผลประโยชน์ เนื่องจากตำรวจไม่เรียกร้องเงินทองจากประชาชนโดยตรง แต่ร้านค้าปืนซึ่งมีฐานะเป็นพ่อค้าไม่ได้ไปพบกับข้าราชการแบบมือเปล่า 

เพราะการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนปืน พ่อค้าย่อมเข้าๆออกๆ สำนักงานทะเบียนปืนตลอดเวลา อาทิ ขอใบอนุญาตสั่งปืนมาขาย การนำปืนไปตอกเครื่องหมายทะเบียน การตัดยอดปืนออกจากบัญชี การขอให้ออกใบคู่มือให้กับลูกค้าต่างจังหวัด หรือการตรวจบัญชีร้านปืน

เรื่องที่ทำรายได้จำนวนมหาศาลเกิดจากการขออนุญาตซื้ออาวุธปืนของประชาชน ที่นิยมยื่นขอผ่านร้านปืน ด้วยความที่ไม่อยากไปพบกับข้าราชการ ซึ่งตกใบละ 2,000-3,000 บาท แล้วแต่ชนิดของปืน ซึ่งถ้าประชาชนไปยื่นขอใบอนุญาตด้วยตัวเองจะเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

จนกระทั่งงานทะเบียนอาวุธปืนโอนไปยังกรมการปกครองเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2548 การเรียกรับผลประโยชน์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้ธุรกิจค้าอาวุธปืนเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้สูง ผลประโยชน์ตกอยู่กับบุคคลกลุ่มหนึ่งซึ่งใช้ชื่อว่า สมาคมผู้ประกอบการอาวุธปืน หรือ สปป. 

บางครั้งสมาคมนี้ยังถูกเรียกกันเล่นๆ ว่า “สมาคมเปาเปียว” อันเนื่องมาจากมีเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ จัดสรรเงินที่เรียกเก็บมาจากสมาชิกรายเดือนและรายปี เอาไปให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกในธุรกิจ

นายเสกสรรค์ ถมังกิจ หนึ่งในสมาชิกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจอาวุธปืน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หากจะคิดเปิดร้านปืน ก่อนอื่นต้องหาโควตาซึ่งปัจจุบันหากันด้วยราคา 2-3 ล้านบาทต่อ 1 โควตา ในร้านหนึ่งอาจจะสามารถถือได้หลายโควตา เพราะ 1 โควตาจะสั่งปืนสั้นเข้ามาขายได้ 30 กระบอก ปืนยาวได้ 50 กระบอกต่อปี หากขายหมดก่อนก็จะต้องรอให้ครบรอบปีจึงจะสั่งได้ใหม่

“ระบบนี้เริ่มใช้มาในยุค รสช. เนื่องจากมีร้านปืน 2-3 ร้านที่มีโควตาจำนวนมาก ต้องการกำหนดราคาขายเอง และต้องการให้ร้านปืนเล็กๆ ออกจากระบบ โดยไปล็อบบี้กับผู้มีอำนาจในยุคนั้น ด้วยเงินถึง 30 ล้านบาท เพื่อให้ออกคำสั่งดังกล่าว ราคาปืนในยุคหลังจึงถีบตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว บางร้านหาทางออกด้วยการไปจัดปืนสวัสดิการให้กับหน่วยงานของรัฐก็มี”

นายเสกสรรค์อธิบายขั้นตอนการสั่งปืนเข้ามาขาย อันก่อให้เกิดความไม่ชอบมาพากลว่า เมื่อใบอนุญาตนำเข้าปืน (ป.2) ที่ผู้สั่งจะระบุขนาด จำนวน และประเทศที่จะสั่งลงไปในใบอนุญาต ก็จะส่งเงิน โดยทุกร้านจะทำราคาให้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือที่เรียกกันว่า “อันเดอร์” เพื่อที่จะเสียภาษีนำเข้าให้น้อยลง โดยจะโอนเงินเป็น 2 ชุด 

“ชุดแรกโอนกับธนาคารตามปกติ ชุดหลังจะโอนใต้ดินเวลาที่ออกของ จะมีการทำอินวอยซ์ลงราคาใหม่ทั้งหมด” นายเสกสรรค์กล่าวและว่า

ราคาปืนในท้องตลาดยกตัวอย่าง ปืน GLOCK ราคาทุน 315 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 12,600 บาท เมื่อนำมาคูณ 60% (ภาษีบวกค่าใช้จ่าย) จะมีราคา 7,560 บาท รวมเป็น 20,160 บาท

“ทุกร้านจะคิดค่าโควตาของตัวเองกระบอกละประมาณ 20,000 บาท รวมเป็น 40,160 บาท แต่ราคาปืน GLOCK ที่ขายในตลาดคือกระบอกละ 60,000 บาท ทุกคนที่ซื้อปืนก็ต้องจำใจในราคาที่ว่านี้ ราคานี้เป็นราคาที่ต้องจ่ายเงินจริงๆ กับทางโรงงาน แต่ราคาที่แจ้งในอินวอยซ์เพื่อเสียภาษีแจ้งไม่ถึง”

นอกจากนี้นายเสกสรรค์ตั้งข้อสังเกตอีกว่า ไม่เคยมีใครได้รับใบกำกับภาษีจากร้านค้าปืนเพราะไม่มีใครออกให้เต็มจำนวนเงินที่ซื้อ 60,000 บาท เนื่องจากทางร้านเขียนใบกำกับภาษีแค่ 20,000 บาท จึงไม่ให้ลูกค้า และหากลูกค้าต้องการชำระค่าปืนด้วยบัตรเครดิตก็จะถูกบ่ายเบี่ยง แต่มีบางร้านที่ไปตกลงกับธนาคารให้เงินจากการรูดบัตรเครดิตโอนเข้าบัญชีส่วนตัว ก็สามารถตรวจสอบได้ระดับหนึ่ง หากใครร้องขอใบกำกับภาษีจากร้าน ก็จะให้ชำระค่า VAT อีก 7% (4,200 บาท) ซึ่งก็จะไม่มีใครยอมเสียเพราะเอาไปหักภาษีไม่ได้

“กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย จากใบอนุญาต ป.3 ที่มีชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้ออยู่แล้ว ว่ามีใครได้รับใบกำกับภาษีบ้าง และปืนที่ซื้อไปกระบอกละเท่าไร ตรงกับเอกสารที่แจ้งต่อกรมสรรพากรหรือไม่” นายเสกสรรค์กล่าว

นั่นหมายความว่า ร้านปืนหลีกเลี่ยงภาษีจากการนำเข้าหรือไม่ เนื่องจากแจ้งราคาต่ำ บวกกำไรจากสินค้าสูง แต่กลับนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าที่เก็บมาได้

ในขณะที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่กำลังจะกลายเป็นพ่อค้าปืนรายใหญ่ของประเทศ เพราะนำเข้าปืนมากที่สุด ตกปีละ 50,000 กระบอก ทั้งๆ ที่ไม่มีใบอนุญาตสั่งและนำเข้าปืน (ป.5) แต่ร้านปืนทั่วประเทศสั่งนำเข้าได้เพียงปีละ 10,110 กระบอก 

สังคมยังคงรอคำตอบจากข้อครหาเหล่านี้ ว่าการค้าการขายในระบบปืนสวัสดิการ มีความชอบธรรมหรือไม่ เงินกำไรที่ได้อยู่ที่ไหน

ยังไม่นับว่ากรมการปกครองนำเข้าปืนที่ผิดไปจาก พ.ร.บ.อาวุธปืนที่กำหนด อันมาจากนำเข้าปืนที่สามารถบรรจุกระสุนเกิน 10 นัด

กล่าวกันว่า ราคาปืนจากต่างประเทศอาจปรับราคาสูงขึ้นบ้างตามสภาวะตลาด แต่ก็ไม่มากนัก แต่ราคาปืนในประเทศไทยกลับขยับตัวสูงขึ้นมากกว่า 100% ซึ่งอาจมาจากค่าต๋งค่าส่วยระหว่างทางที่ร้านปืนต้องจ่ายออกไป จึงนำกลับมาบวกไว้ในราคาสินค้าที่ผู้ซื้อต้องรับภาระไปแทน

แต่ถ้าหากเงินส่วนนั้นนำเข้ารัฐเพื่อไปพัฒนาประเทศ คงไม่มีใครติดใจเอาความ ในทางกลับกัน ถ้าเงินส่วนนั้นที่ผู้บริโภคจ่ายไปเข้ากระเป๋าคนบางกลุ่ม

รัฐบาลยุคนี้ที่ป่าวประกาศวาระแห่งชาติว่า ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม ควรล้างบางทันที

หน้า 32

 
 http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02pol04010150&day=2007/01/01